2007/Jun/06

จุดประกาย วรรณกรรม
ปีที่ 20 ฉบับที่ 6715
วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

เบื้องหลังโต๊ะบก.

ชมรมวรรณศิลป์ 4 สถาบัน

รวมพลคนรุ่นใหม่รักษ์วรรณกรรม

ชัชวรรณ ปัญญาพยัตจาติ

ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมากว่าทศวรรษ ปรากฏการณ์ใหม่ๆ หลายต่อหลายครั้งที่เกิดขึ้นในแต่ละวงการนั้น เป็นผลมาจากการรวมตัวกันของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ตั้งมั่นและหวังว่าจะสืบสานคุณค่าในอดีตที่เคยมีให้คงอยู่และช่วยพัฒนาให้เดินก้าวหน้าได้

เช่นเดียวกับการจัดตั้ง ภาคีวรรณศิลป์ (League of Literature Clubs) ซึ่งก่อเกิดจากการรวมพลังของกลุ่มคลื่นลูกใหม่ในชมรม/ชุมนุมวรรณศิลป์ 4 สถาบัน ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยศิลปากร และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีจุดประสงค์เพื่อร่วมปฏิบัติและสร้างสรรค์ผลงานวรรณศิลป์ร่วมกันระหว่างชมรมของแต่ละมหาวิทยาลัย อีกทั้งเพื่อเผยแพร่ความเป็นวรรณศิลป์ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ของชุมนุม/ชมรมและสังคมได้ต่อไป

นำมาซึ่งงานเสวนา ความฝันครั้งใหม่กับชมรมวรรณศิลป์ 4 สถาบัน หนึ่งในโครงการรักวรรณกรรมของแพรวสำนักพิมพ์ที่จัดขึ้น ณ ร้านนายอินทร์ สาขาท่าพระจันทร์ ในวันฝนปรอยเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยตัวแทนจากแต่ละสถาบันอย่าง ชัยรัตน์ พลมุข (จุฬาฯ), ปกาศิต สุดใจ (มธ.), ณัฐธยาน์ ก้อนทอง (มศก.) และณัฐพล ออพิพัฒน์ (มก.) มาร่วมพูดคุย และมี ดำรงค์ บุตรดี เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

เริ่มการเสวนาด้วยการเล่าถึงเหตุที่ทำให้มีจำนวนสมาชิกเข้ามาในชุมนุม/ชมรมมีจำนวนน้อยลงว่าส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเด็กรุ่นใหม่ที่เขียนเป็นนั้นมีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่เป็นเด็กที่ทำกิจกรรมไม่เป็น ดังนั้นสมาชิกที่เข้ามาในชุมนุม/ชมรมภายหลังจึงมีส่วนที่เริ่มต้นมาจากมิตรภาพแล้วได้รับการชักชวนให้เข้ามาทำงาน ณัฐธยาน์ ก้อนทอง บอกเล่าถึงประสบการณ์ที่ได้พบว่า "ในแต่ละปีจะมีคนมาสมัครเฉลี่ยต่อปี ประมาณได้ปีละ 20 คน แต่จะมีคนทำงานอยู่จริงประมาณ 4-5 คนต่อชั้นปี ซึ่งส่วนใหญ่คนที่เข้ามาก็มักจะเป็นคนที่รู้จักกัน แล้วจากคนที่รักที่ชอบในสิ่งเดียวกันได้มาอยู่ด้วยกัน ทำงานร่วมกัน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ก่อเกิดเป็นมิตรภาพที่ดีขึ้นมา"

ส่วนประโยชน์ของชุมนุม/ชมรมนั้น ปกาศิต สุดใจ ให้ทัศนคติว่า "คงเปรียบได้เสมือนกับการกระเพื่อมเป็นคลื่นเล็กๆ ในสังคม ที่สะท้อนแนวคิดของคนกลุ่มหนึ่งที่แสดงออกมาผ่านชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นคนในหรือนอกชุมนุมก็ตามซึ่งก็เป็นสิ่งที่ควรจะรักษาเอาไว้ ถ้าย่อยลงไปในส่วนของชุมนุม ผมคิดว่าสมาชิกทุกคนได้รับประโยชน์ จากคนที่ไม่มีมนุษยสัมพันธ์กับคนอื่นก็พัฒนาให้เกิดมนุษยสัมพันธ์กับคนอื่นได้ จากคนที่เขียนงานอะไรไม่ได้เลย ก็สามารถเขียนกลอน เขียนเรื่องสั้นเป็นหรือจากคนที่ไม่เคยบริหารงานในแง่ไหนมาก่อน ก็ได้มาทำ อย่างตัวผมเอง เมื่อก่อนก็ไม่รู้เรื่องหรอกว่าการเขียนหนังสือมีอะไรบ้าง ต้องผ่านขั้นตอนไหนบ้าง หรือนักเขียนต้องทำยังไงกว่าจะได้ตีพิมพ์ผลงานออกมา ซึ่งผมคิดว่ามันมีประโยชน์ทั้งคุณค่าทางจิตใจ และได้ความรู้ทางวิชาการ"

ด้าน ณัฐพล ออพิพัฒน์ มองว่า "ในปัจจุบันมีสื่อเยอะขึ้นมาก แม้ว่าไม่มีวรรณศิลป์ ผมก็เชื่อว่ายังมีคนเขียนงานได้ แต่ประโยชน์ของวรรณศิลป์ส่วนหนึ่งเป็นการรวมกลุ่มเพื่อสร้างกระแสหรือจุดพลังงานเขียนให้โดดเด่นมากขึ้น ผมเชื่อว่าทุกคนมีความเป็นวรรณศิลป์อยู่ในตัว อยู่ที่ว่าแต่ละคนจะดึงมันออกมาเองได้หรือเปล่า"

ขณะที่ ชัยรัตน์ พลมุข กล่าวถึงความจำเป็นถึงการคงอยู่ของชุมนุม/ชมรมวรรณศิลป์ว่า "ผมคิดว่าวรรณศิลป์ยังจำเป็นที่จะมีอยู่ เพราะวัฒนธรรมการอ่านการเขียนในบ้านเราไม่ได้เข้มแข็งมาก อย่างน้อยก็น่าจะมีองค์กรที่เกี่ยวข้องกับในส่วนนี้อยู่เพื่อเป็นพลังสร้างและสนับสนุนให้มันแข็งแรงมากขึ้น ถ้าเปรียบเทียบกับต่างประเทศ จะเห็นได้ว่ามีบุ๊คคลับเกิดขึ้นเยอะมาก ซึ่งสามารถสะท้อนให้เห็นได้ส่วนหนึ่งว่าวัฒนธรรมในการอ่านการเขียนของต่างประเทศแข็งแรงกว่าเรามาก

ในโลกของความเป็นจริงที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม แม้ว่าวรรณศิลป์จะยังอยู่ได้ แต่ก็อาจจะอยู่ได้ยากหน่อย เพราะถึงวรรณศิลป์จะมีพลังอยู่ในตัว แต่พลังนี้ก็ไม่ใช่รถถังเลยเห็นได้ยาก ด้วยเพราะพลังทางวรรณศิลป์นั้นสะท้อนออกมาในรูปแบบงานเขียน ซึ่งก็มีผลงานของนักเขียนหลายคนที่มีผลต่อสังคม และมีบ้างที่ทำให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลง ถามว่าพวกเราอยากทำได้อย่างนั้นไหม ก็อยากนะครับ เพียงแต่ว่าเรายังไม่มีแรงสนับสนุน แต่ก็ตั้งใจพยายามจะทำเท่าที่พอจะทำได้"

เขาบอกอีกว่า "แนวทางที่จะรักษาชุมนุม/ชมรมให้อยู่ต่อไปได้นั้น ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องปรับตัวเองให้เข้ากับบริบททางสังคมสมัยใหม่ด้วยเหมือนกัน อย่างในปัจจุบันความเป็นวรรณศิลป์ก็ครอบคลุมอยู่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการทำหนังสือทำมือหรือเปลี่ยนรูปแบบเป็นการทำละครบ้าง ก็ยังจัดว่าอยู่ในวรรณศิลป์คือ ต้องพัฒนาตัวเองให้มีความน่าสนใจมากขึ้น เพื่อช่วยให้ภาพลักษณ์ของวรรณศิลป์นั้นน่าสนใจ โดยที่ยังคงเนื้อหาสาระของความเป็นวรรณศิลป์ไว้อยู่"

ด้าน ณัฐธยาน์ ยกตัวอย่างความน่าสนใจในการทำกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในชุมนุม/ชมรมวรรณศิลป์ว่า "ส่วนหนึ่งที่จะทำให้วรรณศิลป์น่าสนใจมากขึ้นนั้นเป็นเรื่องของการประชาสัมพันธ์ หากอีกส่วนคงเป็นเรื่องที่จะนำความงามทางภาษาออกมาสื่อสารเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายที่เราได้ตั้งไว้ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม อย่างการอบรมการเขียน อาจจะไม่ทำแค่นำท่านวิทยากรมาอบรมให้ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ว่าคงต้องมีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้กลุ่มคนที่เข้ามาได้สร้างสรรค์ผลงานและมีโอกาสที่จะได้เผยแพร่ชิ้นงานของตัวเอง"

ส่วนสาเหตุที่ทำให้มีการจัดตั้ง 'ภาคีวรรณศิลป์' ขึ้นมานั้น ณัฐพล เล่าว่า "ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความที่ชุมนุม/ชมรมของแต่ละสถาบันยังไม่เข้มแข็งมากพอ เราจึงอยากจะเรียนรู้ข้อดี ข้อด้อยซึ่งกันและกันเพื่อที่จะพัฒนาให้ก้าวต่อไปข้างหน้าได้พร้อมๆ กันโดยมีความเข้มแข็งมากกว่าเดิม

ทั้งนี้ ในการจัดตั้งภาคีวรรณศิลป์ขึ้นมานั้น ไม่ได้มีการแบ่งแยกสถาบันแต่อย่างใด เพราะก่อนหน้าที่พวกเราจะจัดตั้งภาคีวรรณศิลป์ขึ้นมา เราได้ติดต่อไปยังสถาบันอื่นด้วยเช่นกัน หากด้วยสภาพที่ไม่พร้อมของชุมนุม/ชมรมของเพื่อนต่างสถาบันที่บางสถาบันเหลือคนทำงานอยู่เพียง 1-2 คน พวกเขาจึงไม่สะดวกที่จะมาเข้าร่วมเป็นสมาชิกภาคีวรรณศิลป์"

ปกาศิต อธิบายเสริมว่า "ภาคีวรรณศิลป์จึงเป็นการเริ่มต้นจากการรวมตัวของสถาบันที่มีชุมนุม/ชมรมวรรณศิลป์ 4 สถาบันที่อยู่ใกล้กัน โดยพยายามที่จะขยายกิจกรรม ทั้งการจัดเสวนาหรือการทำจุลสารที่มีความเข้มแข็งมากกว่าเดิม จากเมื่อก่อนก่อนต่างคนต่างทำ พวกเราก็จะมาช่วยกันทำให้ดีขึ้น เพื่อช่วยรักษาและพัฒนาความเป็นวรรณศิลป์ที่มีอยู่ให้สูงขึ้นไปอีก และเพื่อให้สังคมภายนอกรับรู้ว่ายังมีกลุ่มชุมนุม/ชมรมวรรณศิลป์แบบนี้อยู่ จนอาจจะขยายไปถึงนิสิตนักศึกษาต่างสถาบันหันมาให้ความสนใจที่จะจัดตั้งชุมนุม/ชมรมวรรณศิลป์ขึ้นมาบ้าง

ส่วนในเรื่องของชุมนุม แม้ว่าจะในปีใดปีหนึ่งจะมีคนน้อยหรือไม่มีใครเลย แต่ตราบใดที่วัฒนธรรมการอ่านยังอยู่กับคนเราไปเรื่อยๆ ผมคิดว่า ตราบนั้นก็จะยังคงมีวรรณศิลป์อยู่ อย่างไรก็ตามจึงน่าที่จะมีคนเข้ามาสานฝันทำหน้าที่ตรงนี้ต่อไป ซึ่งส่วนตัวเเล้ว ผมเชื่อว่ายังมีเยาวชนรุ่นใหม่ๆ บางคนที่ยังโหยหาความงามทางภาษา ไม่ว่าจะได้อ่านหรือเขียนอะไรออกมาก็ตาม และคนที่ยังต้องการเสพงานด้านวรรณศิลป์กลุ่มนี้แหละ ที่จะยังมาเข้าชุมนุมและร่วมสานงานให้ก้าวหน้าต่อไปได้"

เรื่องให้การสนับสนุนต่อการทำกิจกรรมนั้น ณัฐพล มองว่า "ผมคิดว่าบางครั้งถึงแม้ว่าการทำกิจกรรมจะมีจุดประสงค์ดี แต่ถ้าขาดปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อการทำกิจกรรม ซ้ำยังไม่ได้รับการสนับสนุนที่เพียงพอแล้วล่ะก็ การดำเนินกิจกรรมของพวกเราก็เป็นไปได้ช้า และไปได้ไม่ถึงเป้าหมายที่ต้องการ" เช่นเดียวกับปกรณ์ที่กล่าวเสริมว่า "บางครั้งการช่วยเหลือสนับสนุนอาจไม่จำเป็นต้องมาในรูปแบบของเงินเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นในเรื่องของยานพาหนะหรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดกิจกรรมก็ได้เช่นกัน"

สุดท้าย ชัยรัตน์ บอกความรู้สึกต่อชื่องานเสวนาในครั้งนี้ว่า "ผมชอบชื่อที่ใช้ในครั้งนี้ว่าเป็น 'ฝันครั้งใหม่' เพราะมันเป็นคล้ายความฝันจริงๆ เปรียบได้กับความฝันที่เราอยากจะให้เป็นความจริงขึ้นมา ซึ่งการจัดให้มีการเสวนาในครั้งนี้เปรียบเหมือนกับการได้ผู้ใหญ่ช่วยเข้ามาช่วยดูแลพวกเรา เป็นแรงสนับสนุนให้พวกเราสานฝันต่อได้สำเร็จ"

นอกจากนี้กลุ่มพลังคนรุ่นใหม่ยังได้แสดงมุมมองที่มีต่อวงการวรรณกรรมในปัจจุบันว่า วงการวรรณกรรมบ้านเรายังคงมีอะไรให้อ่านได้เรื่อยๆ ไม่ถึงกับว่าหยุดนิ่งอยู่กับที่หรือลดหายลงไป อย่างที่หลายคนเอ่ยอ้างว่า 'วรรณกรรมไทยตายแล้ว' นั่นเป็นเพียงคำกล่าวของบุคคลที่ไม่ได้เข้ามามีส่วนสัมผัสด้วยตัวเองอย่างจริงจัง

แต่หากจะมองว่าวงการวรรณกรรมบ้านเราซบเซาลงไปบ้างนั้น สาเหตุส่วนหนึ่งคงเป็นผลเนื่องมาจากทุกวันนี้ผู้คนมักที่จะเปรียบเทียบชิ้นงานของนักเขียนเเต่ละคน โดยมองแค่ว่าจุดสูงสุดของคนเขียนด้านนั้นเป็นใคร แล้วเปรียบเทียบผลงานของนักเขียนรุ่นหลังที่เขียนออกมาในลักษณะเดียวกันว่าเป็นผลงานลอกเลียนแบบ ดังนั้นจึงน่าจะปรับทัศนคติในการมองผลงานออกมาใหม่ด้วยใจที่เป็นกลางให้มากขึ้น เพราะถึงแม้ว่าผลงานใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจะมีโครงเรื่องที่ซ้ำหรือว่าใกล้เคียงกันกับที่เคยมีมา แต่แน่นอนว่าวิธีการเขียนที่ใช้ในการดำเนินเรื่องนั้นย่อมเป็นคนละแบบ

งานเขียนบางชิ้นที่ได้รับอิทธิพลมาจากต่างประเทศนั้น น่าจะมองในแง่ดีว่าเป็นการสร้างสรรค์งานวรรณกรรมในบ้านเราให้มีความหลากหลายรูปแบบมากยิ่งขึ้น และถ้ามองในแง่ความสามารถของนักเขียนไทยด้วยแล้ว ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่านักเขียนจากนานาชาติ เพียงแต่ว่าในแต่ละประเทศมีปัจจัยที่ส่งเสริม และสนับสนุนตัวนักเขียนไม่เท่ากัน จึงทำให้อาชีพนักเขียนในแต่ละประเทศมีความแตกต่าง ซึ่งวิธีการสนับสนุนหนึ่งที่ดีอีกวิธีหนึ่ง ก็อาจอยู่ในรูปแบบของการส่งเสริมให้เกิดการจัดงานประกวด ซึ่งรางวัลที่นักเขียนได้รับจะเป็นกำลังใจให้นักเขียนสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ให้ดียิ่งขึ้นไป ก่อให้เกิดการพัฒนาที่ดีที่จะช่วยให้วงการวรรณกรรมบ้านเราดีขึ้น

เหล่านี้จะเป็นแรงผลักดันให้นักเขียนได้พัฒนาผลงานของตัวเองซึ่งจะช่วยให้งานเขียนในบ้านเราพัฒนาต่อไปได้ดีขึ้น

Comment

Comment:

Tweet



dans le parc local avec un bâton, mais rien n'aurait pu me préparer à ce qui était dans le magasin.<a href="http://www.hermes-prix.com" title="Hermes Prix">Hermes Prix</a>
Une fois arrivée à Baytown au Texas beaucoup de choses étaient évidentes à première vue, et pas seulement leur discours. Il y avait <a href="http://www.polopascher.net" title="Polo Pas Cher">Polo Pas Cher</a>
des derricks, le golfe du Mexique, John Wayne tournage d'un film sur la lutte contre les incendies de puits de pétrole et <a href="http://www.francehermes.com" title="France Hermes">France Hermes</a>
#3 by canada goose danmark (222.78.36.218) At 2011-12-27 07:42,
Frequent walking is of great benefit, yet it places plenty of strain on our anatomy. Each step places <a href="http://www.mbtschuheauslaufmodelle.net" title="mbt schuhe">mbt schuhe</a>
#2 by mbt schuhe (109.169.68.252) At 2011-11-17 09:25,
Et l'industrie de la chaussure ne fait pas exception. Mais cela ne signifie pas qu'il est déjà impossible de <a href="http://shox-pascher.com/" title="Nike Shox Homme">Nike Shox Homme</a>
#1 by Nike Shox Pas Cher (109.169.68.252) At 2011-11-17 09:20,