2008/Apr/16

 

รายงานการประชุมภาคีวรรณศิลป์

 

วันจันทร์ที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๑

ณ ชมรมวรรณศิลป์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

ผู้เข้าร่วมประชุม (เรียงตาม ชื่อ-สกุล/ชื่อเล่น/สถาบัน/หมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อได้/อีเมลล์)

 

 

ชื่อ-สกุล

ชื่อเล่น

สถาบัน

เบอร์โทรศัพท์

อีเมลล์

นางสาวเชษฐ์ธิดา  กิตติ์ชัยวัชร์

ปู

จุฬาฯ

085-350-1473

Pooly_poo@hotmail.com

นายปองชัย  สุขสอาด

ปอง

มก.

083-772-1537

Pongchai14@hotmail.com

นายโกสุม  หงษ์เงิน

โก

มก.

073-786-6138

TsuRuKichan@hotmai.com

นางสาวนพวรรณ  วรรณประภา

นก

มก.

086-316-8452

Naruko_Nike@hotmail.com

นางสาวโชติมณี  พลบัติ

มีน

มก.

085-245-0915

cho_nao@hotmail.com

นางสาวขวัญชนก  พีระปกรณ์

ขวัญ

จุฬาฯ

089-444-1862

kwanrapee@hotmail.com

นายณัฐชนก  รูปประดิษฐ์

เกี้ยว

มก.

083-491-9343

Keawza_kyoto@windowslive.com

นางสาวศิริลักษณ์  โดดหนู

ทราย

มก.

081-430-0449

dnZine108@msn.com

นางสาวนพรักษ์  ยังเอี่ยม

ออย

มธ.

086-761-0000

bosie_so@hotmail.com

๑๐

นายศุภเกียรติ  ศุภศักดิ์ศึกษากร

แบงค์

มธ.

089-420-1021

minkvan_lie@hotmail.com

๑๑

นายพีรนันท์  ชนิตร์วัฒน์

พี

มก.

084-327-3433

irvine_gunner@hotmail.com

๑๒

นางสาวสุภาพร  ทองฤกษ์

ปอ

มก.

085-367-5917

pore_kajao@hotmail.com

๑๓

นายภูมิ  น้ำวล

ภูมิ

จุฬาฯ

081-713-2414

darklordofthesith151@hotmail.com

๑๔

นายณัฐพล  ออพิพัฒน์

นัท

มก.

089-672-9524

nataku_x_ntx@hotmail.com

๑๕

นางสาวนิชานันท์  นันทศิริศรณ์

มด

จุฬาฯ

081-919-4595

nichanun_loki@hotmail.com

 

 

วาระที่๑ ประมวลกิจกรรมที่ผ่านมา

            ประมวลกิจกรรมในปีที่ผ่านมาของชมรมวรรณศิลป์แต่ละมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลในการทำกิจกรรมทั้งประโยชน์ที่ได้รับรวมทั้งปัญหาและอุปสรรค์ที่พบในกิจกรรมนั้นๆ

            โดยเริ่มรายงานจากชมรมวรรณศิลป์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตามลำดับ มีรายละเอียดดังนี้

๑) กิจกรรมของชมรมวรรณศิลป์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

  • ห้องสมุดชมรมวรรณศิลป์ (ปัญหาที่พบ : การย้ายสถานที่ชมรมทำให้ขาดอุปกรณ์จำพวกตู้เก็บหนังสือ)
  • จุลสารชมรมตีพิมพ์ ๑ เล่ม/ภาคการศึกษาตามกำหนด
  • ค่าย (ปัญหาที่พบ : จำนวนวันที่ลดลงจาก ๕ วัน เหลือ ๔วัน กับปริมาณกิจกรรมที่กำหนดไว้สำหรับ ๕ วัน ทำให้กิจกรรมมากเกินไป แต่ค่ายก็สำเร็จลุล่วงด้วยดี)
  • งานประชันกลอนสด (นำการเสวนามาคั่นช่วงเวลาที่กรรมการตรวจผลกระประชันเพื่อใช้เวลาให้คุ้มค่าและแก้ปัญหาความเบื่อหน่ายระหว่างการรอของผู้เข้าแข่งขัน)
  • งานอบรมนักเขียนรุ่นเยาว์

๒) กิจกรรมของชมรมวรรณศิลป์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

  • งาน ๔๕ ปีวรรณศิลป์ธรรมศาสตร์
  • จุลสารตีพิมพ์ทั้งหมด ๒ เล่ม/ปี
  • งานเยี่ยมบ้านเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
  • งานเสวนาทั้งหมด ๒ งาน (ปัญหาที่พบ : สถานที่เล็กเกินไปและเนื้อหาการเสวนาครั้งแรก (เกี่ยวกับตำนานภูติผีใน มธ.)ไม่ค่อยเกี่ยวกับวรรณศิลป์นัก แต่ก็ประสบความสำเร็จ ผู้คนให้ความสนใจมาก)

๓) กิจกรรมของชมรมวรรณศิลป์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

  • งานเปิดโลกกิจกรรม เชิญชวนนิสิตใหม่เข้าชมรม
  • ตีพิมพ์จุลสารได้ ๑ เล่ม/ปี (ปัญหาที่พบ : ขาดการประสานงานภายในผนวกกับผลกระทบจากกรณีสิ้นพระชนม์ของพระพี่นางฯ)
  • งานเสวนาวรรณกรรม
  • ค่ายวรรณศิลป์

 

วาระที่๒ วางแผนกิจกรรมของภาคีวรรณศิลป์ในปี ๒๕๕๑

            กิจกรรมของภาคีวรรณศิลป์ที่คาดว่าจะมีการจัดขึ้นมีทั้งการจัดค่าย การประกวดงานเขียนและการประชันกลอนสด ซึ่งเป็นการจัดงานร่วมกันของสมาชิกภาคีวรรณศิลป์ โดยการประชุมครั้งนี้เน้นพิจารณาและระบุรายละเอียดในกิจกรรมการประกวดเรื่องสั้นและการประชันกลอนสด ซึ่งมีรายละเอียดแต่ละกิจกรรมดังนี้

๑. การประกวดเรื่องสั้นภาคีวรรณศิลป์

- หัวข้อการประกวด (ยังไม่ระบุ รอพิจารณาความเหมาะสมหลังการดำเนินการเกี่ยวกับผู้สนับสนุนโครงการ)

- ระยะเวลาดำเนินการ

  มิถุนายน : สรุปงานทั้งหมด เปิดรับผลงาน

  กันยายน - ธันวาคม : ตัดสินผลการประกวด

  มกราคม : ประกาศผล รับรางวัลในงานประชันกลอนสด

- ระดับการประกวด แบ่งเป็น ๒ ระดับคือ

  ๑) ระดับมัธยมศึกษา กำหนดให้ส่งเรื่องสั้น ๕-๒๐ หน้า

  ๒) ระดับอุดมศึกษาและประชาชนทั่วไป  กำหนดให้ส่งเรื่องสั้น ๑๐-๓๐ หน้า

- คณะกรรมการ จำนวน ๓ คนต่อระดับ รวมกรรมการตัดสินทั้งสิ้น ๖ คน (ดำเนินการสรรหาโดยชมรมวรรณศิลป์จุฬาฯและมธ.)

- รางวัล มี ๓ รางวัลในแต่ละระดับ คือ ชนะเลิศ รองชนะเลิศ และรองชนะเลิศอันดับสอง ซึ่งประกอบด้วยโล่พร้อมเงินรางวัล ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมประกวดทุกคนจะได้รับเกียรติบัตรการเข้าร่วมกิจกรรม

- การส่งผลงาน ผลงานพิมพ์ด้วยรูปแบบตัวอักษร Angsana new ขนาด ๑๖ กำหนดให้ส่งงานเขียนมา ๓ ชุด พร้อมทั้งบันทึกไฟล์งานใส่แผ่น CD แนบมาด้วย

- สถานที่การส่งผลงานเข้าประกวด (ชมรมวรรณศิลป์เกษตรศาสตร์จัดการและดูแล)

- การติดต่อสอบถาม ผ่านทาง e-mail ของภาคี (penfellow@hotmail.com) และโทรศัพท์ถึงนางสาวสุภาพร(ปอ)หรือ นายณัฐพล(นัท)

- การประชาสัมพันธ์ ประชาสัมพันธ์ผ่านทางสื่อต่างๆ เช่น เวปไซต์, จดหมายอิเล็กทรอนิกส์, ป้ายประกาศ, Hi 5, จดหมายเวียน(เอกสารทางการส่งไปตามโรงเรียนต่างๆ), สถานีโทรทัศน์ThaiPBS, บอกต่อ, ฯลฯ

* ชมรมวรรณศิลป์จุฬาฯรับผิดชอบเรื่องการร่างโครงการการประกวดเรื่องสั้นภาคีวรรณศิลป์

 

๒. การประชันกลอนสด

- ประเภทการประชัน แบ่งเป็น ๒ ประเภท

  ๑) ระดับมัธยมศึกษา แข่งเป็นกลุ่ม กลุ่มละ ๔ คน

  ๒) ระดับบุคคลทั่วไป แข่งเดียว

- รอบการแข่งขัน แบ่งออกเป็น ๓ รอบ จำนวนกระทู้แบ่งเป็น ๒, ๒, ๓ กระทู้ ตามลำดับของแต่ละรอบ

- รูปแบบการแข่งขัน (อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาและสรรหาความหลากหลาย)

- เวลาที่จัดกิจกรรม ช่วงเดือนมกราคม วันเดียวกันกับการมอบรางวัลให้แก่ผู้เข้าประกวดเรื่องสั้นภาคีวรรณศิลป์

- สถานที่จัดกิจกรรม ตึกเทพศาสตร์สถิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ยังไม่สรุปเป็นที่แน่นอน)

- คณะกรรมการ  จำนวนประเภทละ ๓ คน รวมทั้งสองประเภทมีกรรมการทั้งสิ้น ๖ คน (ดำเนินการสรรหาโดยชมรมวรรณศิลป์มก.)

- รางวัล มี ๓ รางวัลในแต่ละระดับ คือ ชนะเลิศ รองชนะเลิศ และรองชนะเลิศอันดับสอง ซึ่งประกอบด้วยโล่พร้อมเงินรางวัล ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมประกวดทุกคนจะได้รับเกียรติบัตรการเข้าร่วมกิจกรรม

- การประชาสัมพันธ์ ประชาสัมพันธ์ผ่านทางสื่อต่างๆ เช่น เวปไซต์, จดหมายอิเล็กทรอนิกส์, ป้ายประกาศ, Hi 5, จดหมายเวียน(เอกสารทางการส่งไปตามโรงเรียนต่างๆ), สถานีโทรทัศน์ThaiPBS, บอกต่อ, ฯลฯ

- กิจกรรมในระหว่างช่วงเวลาที่คณะกรรมการตัดสินผลงานของผู้เข้าแข่งขัน

  ๑) การเสวนา คั่นระหว่างการตรวจผลงานในรอบแรกเพื่อคัดเลือกผู้เข้าแข่งขันสู่รอบที่สอง

  ๒) เกมทั่วไป เช่น ผะหมี, ทายปัญหาเชาว์ โดยอาจให้รางวัลแก่ผู้ร่วมเล่นเป็นจุลสารชมรม

* ชมรมวรรณศิลป์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์รับผิดชอบเรื่องการร่างโครงการการประชันกลอนสด

 

วาระที่๓ นัดหมายการประชุมครั้งต่อไป

            กำหนดจัดการประชุมครั้งต่อไปที่ ชมรมวรรณศิลป์เกษตรศาสตร์ ตึกเทพศาสตร์สถิต ชั้น ๔ ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เวลา ๑๑.๐๐ น. ในวันอาทิตย์ที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๑

 

 

2008/Jan/01

 

ขอเชิญร่วมงาน ๔๕ ปี วรรณศิลป์ ธรรมศาสตร์

“เมื่อหมึกมิ่งไมตรีมีให้กัน กำเนิดวรรณศิลป์บนถิ่นนี้”

ณ ลานประติมากรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

เสาร์ที่ ๕ มกราคม ๒๕๕๑ เวลา ๙.๐๐ – ๑๖.๓๐ น.

 

9.00-9.30               ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน รับหนังสือที่ระลึก

9.30                        ปาฐกถาเปิดงาน สายธารแสวงหาของชาววรรณศิลป์ โดย วิทยากร เชียงกูล

10.00-12.00          วงเสวนา เมื่อหมึกมิ่งไมตรีมีให้กัน กำเนิดวรรณศิลป์บนถิ่นนี้ร่วมเสวนาโดย

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์  ศิลปินแห่งชาติ สมาชิกก่อตั้งชุมนุมวรรณศิลป์ ธรรมศาสตร์

                                ชมัยภร แสงกระจ่าง นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย

                                สุเจน กรรพฤทธิ์ นักเขียนสารคดี อดีตประธานชุมนุมวรรณศิลป์ ธรรมศาสตร์                              

                                ดำเนินรายการโดย วิป วิญญรัตน์ ประธานชุมนุมวรรณศิลป์ ธรรมศาสตร์ รุ่นปัจจุบัน

12.00-13.00          ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน และดนตรีสมานฉันท์จาก TU Symphony Orchestra และ ชุมนุมดนตรีไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

13.00-14.00          แซววาทีประชัน วรรณศิลป์กลอนสด จากภาคีวรรณศิลป์อุดมศึกษา

14.00-16.00          วงเสวนา นัก(ศึกษา)เขียน ร่วมเสวนาโดยนักเขียนนักศึกษาชาวธรรมศาสตร์

ดำเนินรายการโดย ธีรภัทร เจริญสุข นักเขียนรางวัลดีเด่น Young Thai Artist Award 2006 -2007

16.00-16.30               อ่านบทกวี วรรณศิลป์ธรรมศาสตร์ไม่ขาดสาย โดยสมาชิกชุมนุมวรรณศิลป์รุ่นปัจจุบัน

16.30                      ปิดงาน

                               

ในงานมีการออกร้านของกลุ่มกิจกรรมชุมนุม-ชมรม และกลุ่มอิสระ ทั้งในและนอกรั้วมหาวิทยาลัย

พบกับหนังสือเล่มละบาทย้อนยุค คอสเพลย์ ดนตรีไทยและสากลจากกลุ่มชุมนุมดนตรีธรรมศาสตร์

2007/Jun/06

จุดประกาย วรรณกรรม
ปีที่ 20 ฉบับที่ 6715
วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

เบื้องหลังโต๊ะบก.

ชมรมวรรณศิลป์ 4 สถาบัน

รวมพลคนรุ่นใหม่รักษ์วรรณกรรม

ชัชวรรณ ปัญญาพยัตจาติ

ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมากว่าทศวรรษ ปรากฏการณ์ใหม่ๆ หลายต่อหลายครั้งที่เกิดขึ้นในแต่ละวงการนั้น เป็นผลมาจากการรวมตัวกันของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ตั้งมั่นและหวังว่าจะสืบสานคุณค่าในอดีตที่เคยมีให้คงอยู่และช่วยพัฒนาให้เดินก้าวหน้าได้

เช่นเดียวกับการจัดตั้ง ภาคีวรรณศิลป์ (League of Literature Clubs) ซึ่งก่อเกิดจากการรวมพลังของกลุ่มคลื่นลูกใหม่ในชมรม/ชุมนุมวรรณศิลป์ 4 สถาบัน ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยศิลปากร และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีจุดประสงค์เพื่อร่วมปฏิบัติและสร้างสรรค์ผลงานวรรณศิลป์ร่วมกันระหว่างชมรมของแต่ละมหาวิทยาลัย อีกทั้งเพื่อเผยแพร่ความเป็นวรรณศิลป์ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ของชุมนุม/ชมรมและสังคมได้ต่อไป

นำมาซึ่งงานเสวนา ความฝันครั้งใหม่กับชมรมวรรณศิลป์ 4 สถาบัน หนึ่งในโครงการรักวรรณกรรมของแพรวสำนักพิมพ์ที่จัดขึ้น ณ ร้านนายอินทร์ สาขาท่าพระจันทร์ ในวันฝนปรอยเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยตัวแทนจากแต่ละสถาบันอย่าง ชัยรัตน์ พลมุข (จุฬาฯ), ปกาศิต สุดใจ (มธ.), ณัฐธยาน์ ก้อนทอง (มศก.) และณัฐพล ออพิพัฒน์ (มก.) มาร่วมพูดคุย และมี ดำรงค์ บุตรดี เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

เริ่มการเสวนาด้วยการเล่าถึงเหตุที่ทำให้มีจำนวนสมาชิกเข้ามาในชุมนุม/ชมรมมีจำนวนน้อยลงว่าส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเด็กรุ่นใหม่ที่เขียนเป็นนั้นมีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่เป็นเด็กที่ทำกิจกรรมไม่เป็น ดังนั้นสมาชิกที่เข้ามาในชุมนุม/ชมรมภายหลังจึงมีส่วนที่เริ่มต้นมาจากมิตรภาพแล้วได้รับการชักชวนให้เข้ามาทำงาน ณัฐธยาน์ ก้อนทอง บอกเล่าถึงประสบการณ์ที่ได้พบว่า "ในแต่ละปีจะมีคนมาสมัครเฉลี่ยต่อปี ประมาณได้ปีละ 20 คน แต่จะมีคนทำงานอยู่จริงประมาณ 4-5 คนต่อชั้นปี ซึ่งส่วนใหญ่คนที่เข้ามาก็มักจะเป็นคนที่รู้จักกัน แล้วจากคนที่รักที่ชอบในสิ่งเดียวกันได้มาอยู่ด้วยกัน ทำงานร่วมกัน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ก่อเกิดเป็นมิตรภาพที่ดีขึ้นมา"

ส่วนประโยชน์ของชุมนุม/ชมรมนั้น ปกาศิต สุดใจ ให้ทัศนคติว่า "คงเปรียบได้เสมือนกับการกระเพื่อมเป็นคลื่นเล็กๆ ในสังคม ที่สะท้อนแนวคิดของคนกลุ่มหนึ่งที่แสดงออกมาผ่านชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นคนในหรือนอกชุมนุมก็ตามซึ่งก็เป็นสิ่งที่ควรจะรักษาเอาไว้ ถ้าย่อยลงไปในส่วนของชุมนุม ผมคิดว่าสมาชิกทุกคนได้รับประโยชน์ จากคนที่ไม่มีมนุษยสัมพันธ์กับคนอื่นก็พัฒนาให้เกิดมนุษยสัมพันธ์กับคนอื่นได้ จากคนที่เขียนงานอะไรไม่ได้เลย ก็สามารถเขียนกลอน เขียนเรื่องสั้นเป็นหรือจากคนที่ไม่เคยบริหารงานในแง่ไหนมาก่อน ก็ได้มาทำ อย่างตัวผมเอง เมื่อก่อนก็ไม่รู้เรื่องหรอกว่าการเขียนหนังสือมีอะไรบ้าง ต้องผ่านขั้นตอนไหนบ้าง หรือนักเขียนต้องทำยังไงกว่าจะได้ตีพิมพ์ผลงานออกมา ซึ่งผมคิดว่ามันมีประโยชน์ทั้งคุณค่าทางจิตใจ และได้ความรู้ทางวิชาการ"

ด้าน ณัฐพล ออพิพัฒน์ มองว่า "ในปัจจุบันมีสื่อเยอะขึ้นมาก แม้ว่าไม่มีวรรณศิลป์ ผมก็เชื่อว่ายังมีคนเขียนงานได้ แต่ประโยชน์ของวรรณศิลป์ส่วนหนึ่งเป็นการรวมกลุ่มเพื่อสร้างกระแสหรือจุดพลังงานเขียนให้โดดเด่นมากขึ้น ผมเชื่อว่าทุกคนมีความเป็นวรรณศิลป์อยู่ในตัว อยู่ที่ว่าแต่ละคนจะดึงมันออกมาเองได้หรือเปล่า"

ขณะที่ ชัยรัตน์ พลมุข กล่าวถึงความจำเป็นถึงการคงอยู่ของชุมนุม/ชมรมวรรณศิลป์ว่า "ผมคิดว่าวรรณศิลป์ยังจำเป็นที่จะมีอยู่ เพราะวัฒนธรรมการอ่านการเขียนในบ้านเราไม่ได้เข้มแข็งมาก อย่างน้อยก็น่าจะมีองค์กรที่เกี่ยวข้องกับในส่วนนี้อยู่เพื่อเป็นพลังสร้างและสนับสนุนให้มันแข็งแรงมากขึ้น ถ้าเปรียบเทียบกับต่างประเทศ จะเห็นได้ว่ามีบุ๊คคลับเกิดขึ้นเยอะมาก ซึ่งสามารถสะท้อนให้เห็นได้ส่วนหนึ่งว่าวัฒนธรรมในการอ่านการเขียนของต่างประเทศแข็งแรงกว่าเรามาก

ในโลกของความเป็นจริงที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม แม้ว่าวรรณศิลป์จะยังอยู่ได้ แต่ก็อาจจะอยู่ได้ยากหน่อย เพราะถึงวรรณศิลป์จะมีพลังอยู่ในตัว แต่พลังนี้ก็ไม่ใช่รถถังเลยเห็นได้ยาก ด้วยเพราะพลังทางวรรณศิลป์นั้นสะท้อนออกมาในรูปแบบงานเขียน ซึ่งก็มีผลงานของนักเขียนหลายคนที่มีผลต่อสังคม และมีบ้างที่ทำให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลง ถามว่าพวกเราอยากทำได้อย่างนั้นไหม ก็อยากนะครับ เพียงแต่ว่าเรายังไม่มีแรงสนับสนุน แต่ก็ตั้งใจพยายามจะทำเท่าที่พอจะทำได้"

เขาบอกอีกว่า "แนวทางที่จะรักษาชุมนุม/ชมรมให้อยู่ต่อไปได้นั้น ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องปรับตัวเองให้เข้ากับบริบททางสังคมสมัยใหม่ด้วยเหมือนกัน อย่างในปัจจุบันความเป็นวรรณศิลป์ก็ครอบคลุมอยู่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการทำหนังสือทำมือหรือเปลี่ยนรูปแบบเป็นการทำละครบ้าง ก็ยังจัดว่าอยู่ในวรรณศิลป์คือ ต้องพัฒนาตัวเองให้มีความน่าสนใจมากขึ้น เพื่อช่วยให้ภาพลักษณ์ของวรรณศิลป์นั้นน่าสนใจ โดยที่ยังคงเนื้อหาสาระของความเป็นวรรณศิลป์ไว้อยู่"

ด้าน ณัฐธยาน์ ยกตัวอย่างความน่าสนใจในการทำกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในชุมนุม/ชมรมวรรณศิลป์ว่า "ส่วนหนึ่งที่จะทำให้วรรณศิลป์น่าสนใจมากขึ้นนั้นเป็นเรื่องของการประชาสัมพันธ์ หากอีกส่วนคงเป็นเรื่องที่จะนำความงามทางภาษาออกมาสื่อสารเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายที่เราได้ตั้งไว้ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม อย่างการอบรมการเขียน อาจจะไม่ทำแค่นำท่านวิทยากรมาอบรมให้ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ว่าคงต้องมีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้กลุ่มคนที่เข้ามาได้สร้างสรรค์ผลงานและมีโอกาสที่จะได้เผยแพร่ชิ้นงานของตัวเอง"

ส่วนสาเหตุที่ทำให้มีการจัดตั้ง 'ภาคีวรรณศิลป์' ขึ้นมานั้น ณัฐพล เล่าว่า "ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความที่ชุมนุม/ชมรมของแต่ละสถาบันยังไม่เข้มแข็งมากพอ เราจึงอยากจะเรียนรู้ข้อดี ข้อด้อยซึ่งกันและกันเพื่อที่จะพัฒนาให้ก้าวต่อไปข้างหน้าได้พร้อมๆ กันโดยมีความเข้มแข็งมากกว่าเดิม

ทั้งนี้ ในการจัดตั้งภาคีวรรณศิลป์ขึ้นมานั้น ไม่ได้มีการแบ่งแยกสถาบันแต่อย่างใด เพราะก่อนหน้าที่พวกเราจะจัดตั้งภาคีวรรณศิลป์ขึ้นมา เราได้ติดต่อไปยังสถาบันอื่นด้วยเช่นกัน หากด้วยสภาพที่ไม่พร้อมของชุมนุม/ชมรมของเพื่อนต่างสถาบันที่บางสถาบันเหลือคนทำงานอยู่เพียง 1-2 คน พวกเขาจึงไม่สะดวกที่จะมาเข้าร่วมเป็นสมาชิกภาคีวรรณศิลป์"

ปกาศิต อธิบายเสริมว่า "ภาคีวรรณศิลป์จึงเป็นการเริ่มต้นจากการรวมตัวของสถาบันที่มีชุมนุม/ชมรมวรรณศิลป์ 4 สถาบันที่อยู่ใกล้กัน โดยพยายามที่จะขยายกิจกรรม ทั้งการจัดเสวนาหรือการทำจุลสารที่มีความเข้มแข็งมากกว่าเดิม จากเมื่อก่อนก่อนต่างคนต่างทำ พวกเราก็จะมาช่วยกันทำให้ดีขึ้น เพื่อช่วยรักษาและพัฒนาความเป็นวรรณศิลป์ที่มีอยู่ให้สูงขึ้นไปอีก และเพื่อให้สังคมภายนอกรับรู้ว่ายังมีกลุ่มชุมนุม/ชมรมวรรณศิลป์แบบนี้อยู่ จนอาจจะขยายไปถึงนิสิตนักศึกษาต่างสถาบันหันมาให้ความสนใจที่จะจัดตั้งชุมนุม/ชมรมวรรณศิลป์ขึ้นมาบ้าง

ส่วนในเรื่องของชุมนุม แม้ว่าจะในปีใดปีหนึ่งจะมีคนน้อยหรือไม่มีใครเลย แต่ตราบใดที่วัฒนธรรมการอ่านยังอยู่กับคนเราไปเรื่อยๆ ผมคิดว่า ตราบนั้นก็จะยังคงมีวรรณศิลป์อยู่ อย่างไรก็ตามจึงน่าที่จะมีคนเข้ามาสานฝันทำหน้าที่ตรงนี้ต่อไป ซึ่งส่วนตัวเเล้ว ผมเชื่อว่ายังมีเยาวชนรุ่นใหม่ๆ บางคนที่ยังโหยหาความงามทางภาษา ไม่ว่าจะได้อ่านหรือเขียนอะไรออกมาก็ตาม และคนที่ยังต้องการเสพงานด้านวรรณศิลป์กลุ่มนี้แหละ ที่จะยังมาเข้าชุมนุมและร่วมสานงานให้ก้าวหน้าต่อไปได้"

เรื่องให้การสนับสนุนต่อการทำกิจกรรมนั้น ณัฐพล มองว่า "ผมคิดว่าบางครั้งถึงแม้ว่าการทำกิจกรรมจะมีจุดประสงค์ดี แต่ถ้าขาดปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อการทำกิจกรรม ซ้ำยังไม่ได้รับการสนับสนุนที่เพียงพอแล้วล่ะก็ การดำเนินกิจกรรมของพวกเราก็เป็นไปได้ช้า และไปได้ไม่ถึงเป้าหมายที่ต้องการ" เช่นเดียวกับปกรณ์ที่กล่าวเสริมว่า "บางครั้งการช่วยเหลือสนับสนุนอาจไม่จำเป็นต้องมาในรูปแบบของเงินเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นในเรื่องของยานพาหนะหรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดกิจกรรมก็ได้เช่นกัน"

สุดท้าย ชัยรัตน์ บอกความรู้สึกต่อชื่องานเสวนาในครั้งนี้ว่า "ผมชอบชื่อที่ใช้ในครั้งนี้ว่าเป็น 'ฝันครั้งใหม่' เพราะมันเป็นคล้ายความฝันจริงๆ เปรียบได้กับความฝันที่เราอยากจะให้เป็นความจริงขึ้นมา ซึ่งการจัดให้มีการเสวนาในครั้งนี้เปรียบเหมือนกับการได้ผู้ใหญ่ช่วยเข้ามาช่วยดูแลพวกเรา เป็นแรงสนับสนุนให้พวกเราสานฝันต่อได้สำเร็จ"

นอกจากนี้กลุ่มพลังคนรุ่นใหม่ยังได้แสดงมุมมองที่มีต่อวงการวรรณกรรมในปัจจุบันว่า วงการวรรณกรรมบ้านเรายังคงมีอะไรให้อ่านได้เรื่อยๆ ไม่ถึงกับว่าหยุดนิ่งอยู่กับที่หรือลดหายลงไป อย่างที่หลายคนเอ่ยอ้างว่า 'วรรณกรรมไทยตายแล้ว' นั่นเป็นเพียงคำกล่าวของบุคคลที่ไม่ได้เข้ามามีส่วนสัมผัสด้วยตัวเองอย่างจริงจัง

แต่หากจะมองว่าวงการวรรณกรรมบ้านเราซบเซาลงไปบ้างนั้น สาเหตุส่วนหนึ่งคงเป็นผลเนื่องมาจากทุกวันนี้ผู้คนมักที่จะเปรียบเทียบชิ้นงานของนักเขียนเเต่ละคน โดยมองแค่ว่าจุดสูงสุดของคนเขียนด้านนั้นเป็นใคร แล้วเปรียบเทียบผลงานของนักเขียนรุ่นหลังที่เขียนออกมาในลักษณะเดียวกันว่าเป็นผลงานลอกเลียนแบบ ดังนั้นจึงน่าจะปรับทัศนคติในการมองผลงานออกมาใหม่ด้วยใจที่เป็นกลางให้มากขึ้น เพราะถึงแม้ว่าผลงานใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจะมีโครงเรื่องที่ซ้ำหรือว่าใกล้เคียงกันกับที่เคยมีมา แต่แน่นอนว่าวิธีการเขียนที่ใช้ในการดำเนินเรื่องนั้นย่อมเป็นคนละแบบ

งานเขียนบางชิ้นที่ได้รับอิทธิพลมาจากต่างประเทศนั้น น่าจะมองในแง่ดีว่าเป็นการสร้างสรรค์งานวรรณกรรมในบ้านเราให้มีความหลากหลายรูปแบบมากยิ่งขึ้น และถ้ามองในแง่ความสามารถของนักเขียนไทยด้วยแล้ว ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่านักเขียนจากนานาชาติ เพียงแต่ว่าในแต่ละประเทศมีปัจจัยที่ส่งเสริม และสนับสนุนตัวนักเขียนไม่เท่ากัน จึงทำให้อาชีพนักเขียนในแต่ละประเทศมีความแตกต่าง ซึ่งวิธีการสนับสนุนหนึ่งที่ดีอีกวิธีหนึ่ง ก็อาจอยู่ในรูปแบบของการส่งเสริมให้เกิดการจัดงานประกวด ซึ่งรางวัลที่นักเขียนได้รับจะเป็นกำลังใจให้นักเขียนสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ให้ดียิ่งขึ้นไป ก่อให้เกิดการพัฒนาที่ดีที่จะช่วยให้วงการวรรณกรรมบ้านเราดีขึ้น

เหล่านี้จะเป็นแรงผลักดันให้นักเขียนได้พัฒนาผลงานของตัวเองซึ่งจะช่วยให้งานเขียนในบ้านเราพัฒนาต่อไปได้ดีขึ้น