วันที่ 27 มิถุนายน 2552
ที่อาคารเทพศาสตร์สถิตย์ ม.เกษตรศาสตร์ เวลา 11.00 น.
พี่น้องเพื่อนๆจงไปให้พร้อมเพรียงกัน
วันที่ 27 มิถุนายน 2552
ที่อาคารเทพศาสตร์สถิตย์ ม.เกษตรศาสตร์ เวลา 11.00 น.
พี่น้องเพื่อนๆจงไปให้พร้อมเพรียงกัน
ถ้าใครได้ดูหรืออ่านการ์ตูนเรื่อง ซาโยนาระ คุณครูผู้สิ้นหวัง หรือ ซาโยนาระ เซ็ทซึโบเซ็นเซย์ คงได้เห็นว่าจะมีนิยายเรื่องนึงที่ คุณครูโนโซมุ ตัวเอกของเรื่องยกไว้เป็นนิยายเรื่องโปรด และบอกว่าตัวเอกของนิยายเรื่องนี้แหละคือต้นแบบของตัวเอง
หนังสือเล่มนั้น มีชื่อว่า "นินเง็น ชิกคะคุ" หรือ "No Longer Human" โดยนักเขียนชื่อดังชาวญี่ปุ่นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนนึงแห่ง ศตวรรษที่ 20 นามว่า ดาไซ โอซามุ ครับ
เนื้อเรื่องนั้นใช้บุรุษที่หนึ่ง พระเอกของเรื่องบรรยายชีวิตตัวเองแบ่งเป็นบันทึกสามเล่ม สามตอนของช่วงชีวิตที่ต้องเผชิญกับความสิ้นหวังและด้านมืดของชีวิตอยู่ตลอดเวลา
พระเอกของเรื่องใช้ชีวิตตั้งแต่วัยเด็กด้วยความรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่มนุษย์ หรือไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสังคมมนุษย์ ทุกวันที่มีชีวิตอยู่นั้นเขาต้องแกล้งทำเป็นเสแสร้งทำเป็น "ตัวตลก" ของเพื่อนๆ ที่โรงเรียน และคนในครอบครัว ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วตัวเอกแอบเก็บกดข้างใน และไม่เคยบอกใครให้รู้ว่าเขาเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศโดยคนงานและสาวใช้ในบ้าน
ชีวิตของตัวเอกยิ่งสิ้นหวังเมื่อขึ้นมัธยมปลาย ใช้ชีวิตอย่างเหลวแหลก ละทิ้งการเรียน และเข้ารวมกับพรรคคอมมิวนิสต์อย่างเสแสร้งๆ จนที่บ้านตัดขาด ฃมาถึงจุดต่ำสุดเมื่อเขาได้มีสัมพันธ์แม่ม้ายคนนึงที่สามีตายในสงคราม ทั้งคู่ตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดน้ำด้วยกัน แต่มีคนช่วยเขาไว้ได้ ในขณะที่แม่ม้ายตาย
หลังจากพยายามฆ่าตัวตาย ตัวเอกก็อยู่กับความรู้สึกผิดที่เป็นต้นเห็นให้ผู้หญิงตายและอยู่กับความคิดที่จะฆ่าตัวตายมาตลอด เขาได้แต่งงานกับเด็กสาวอายุ 17 ที่ในภายหลังก็ไปเป็นชู้กับเพื่อนบ้าน ตัวเอกเลยสิ้นหวังจนถึงที่สุดกลายเป็นคนติดเหล้าและมอร์ฟีน เขาไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไปแล้ว...
แน่นอน ว่าบันทึกสามเล่ม เป็นอัตชีวะประวัติ หรือ จะเรียกว่าพินัยกรรม ของตัวดาไซเอง (เพราะอีกไม่นานหลังจากนั้น ดาไซก็กระโดดน้ำฆ่าตัวตาย)หนังสือเล่มนี้คือความมืดหม่นของจริง มิใช่ความมืดมนเอาให้ขำแบบเซ็ทซึโบ เซ็นเซย์ (เอาเป็นว่า เป็นด้านสว่างของความมืด แต่หนังสือของดาไซคือ ยามิกำลังสอง มืดของมืดล่ะกัน)
มีหลายครั้งที่ผมอ่านคำพูดของตัวเอกแล้วรู้สึกว่ามัน non sense หรือไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเอกจะต้องแคร์กับเรื่องไม่เป็นเรื่องด้วย แต่ก็นั้นแหละ สิ่งที่ตัวเอกได้ทำและประสบเป็นความตกต่ำระดับสูงสุดที่มนุษย์คนนึงจะสามารถพบได้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เขาจะมองโลกในแง่ร้ายอย่างถึงที่สุด และแสวงหาทางออกให้ตัวเองด้วยการฆ่าตัวตายตลอด
หนังสือจับภาพชีวิตของสังคมญี่ปุ่นในช่วง ปี 1930 ที่วัฒนธรรมตะวันตกหลั่งไหลเข้าสู่ญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี ทั้งความเชื่อเรื่องศาสนาคริสต์ในหมู่ชนชั้นสูง และมีการพูดถึงนักเขียนชาวตะวันตกหลายคน ก็อดคิดไม่ได้ว่า ที่หลังๆ ชอบวัฒนธรรมญี่ปุ่นขึ้นมา เพราะว่าเขาสามารถเอาอิทธิพลของตะัวันตกมาใส่้ในของตัวเองได้อย่างเนียนนี้เอง
ผมแนะนำว่า ก่อนที่จะอ่านหนังสือเล่มนี้ ขอให้ทุกคนอ่านหนังสือที่สดใสสีชมพูดมาก่อนสักสามเล่ม ถึงจะเอามาทดทานกับความสิ้นหวังของดาไซได้ เพราะมันหม่นมาก อ่านแล้วรู้สึกเหนื่อยความคิดและชีวิตของของตัวเอกจริงๆ แต่ถ้าใครอยากรู้ต้นแบบของ อ.โนโซมุ หรืออยากลองอ่านทิศทางของวรรณกรรมญี่ปุ่นยุคหลังจบสงครามใหม่ๆ ก็เชิญครับ ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง
อ้อ หนังสือเล่มนี้ เป็นวรรณกรรมที่ขายดีเป็นที่สองในญี่ปุ่น รองจากนิยายเรื่อง "โคโคโระ" โซเซกิ นัทซีเมะ นักเขียนที่อยู่บนแบงก์พันเยนของญี่ปุ่นครัีบ

ป.ล. แต่ว่า ตอนอ่านแล้ว ถึงจะออกว่า อ.โนโซมุได้ต้นแบบมาจากตัวเอกของหนังสือ แต่ผมก็จิ้นไม่ถึงจริงๆ อ.โนโซมุฮาและน่ารักเกินไปครับ อิๆ
edit @ 19 Jun 2009 18:33:02 by ภาคีสี่วรรณศิลป์
รายงานการประชุมภาคีวรรณศิลป์
วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2551
ณ อาคารกิจกรรมนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตรังสิต
ผู้เข้าร่วมประชุม
|
ชื่อ-สกุล |
ชื่อเล่น |
สถาบัน |
เบอร์โทรศัพท์ |
อีเมลล์ |
|
นายนิธิสาร พงศ์ปิยะไพบูลย์ |
เอก |
จุฬาฯ |
081-078-8944 |
ืnitisan.p@gmail.com |
|
นายปองชัย สุขสอาด |
ปอง |
มก. |
083-772-1537 |
Pongchai14@hotmail.com |
|
นายโกสุม หงษ์เงิน |
โก |
มก. |
073-786-6138 |
TsuRuKichan@hotmai.com |
|
นางสาวศิริลักษณ์ โดดหนู |
ทราย |
มก. |
081-430-0449 |
dnZine108@msn.com |
|
นายศุภเกียรติ ศุภศักดิ์ศึกษากร |
แบงค์ |
มธ. |
089-420-1021 |
minkvan_lie@hotmail.com |
|
นายพีรนันท์ ชนิตร์วัฒน์ |
พี |
มก. |
084-327-3433 |
irvine_gunner@hotmail.com |
|
นายวิป วิญญรัตน์ |
วิป |
มธ. |
089-214-1017 |
sun_tzu39@hotmail.com |
|
ชินรัตน์ สายอุ่นใจ |
ป๋อ |
มธ. |
086-680-4166 |
kappasai@hotmail.com |
|
ธีรภัทร เจริญสุข |
อุ้ย |
มธ. |
081-544-1274 |
terasphere@hotmail.com |
วาระที่ 1 แจ้งให้ทราบ
โลกไซเบอร์ของภาคีวรรณศิลป์ (ปกปิด - เผยแพร่เฉพาะสมาชิกเท่านั้น)
อีเมล์
password:
บล็อก
Penfellow.exteen.com
Username: penfellow
Password:
ไฮไฟว์
Penfellow.hi5.com
Password: ถามพี มก. ดูนะ
อัลบั้มรูป
Penfellow.multiply.com
Username: penfellow
Password:
วาระที่ 2 การรับสมาชิกใหม่ของชมรมวรรณศิลป์แต่ละแห่ง
เกษตร
- เกษตรจัดงานเพื่อรับคนเข้าชมรมใหม่เป็นเวลา 3 วัน คนจะมาสมัครเข้าวันหลังๆ มากกว่าวันแรกๆ
- เกษตรรับสมาชิกพ่วงกับการขายชุดของขวัญ มีชุดใหญ่กับชุดเล็ก ในชุดของขวัญจะมีหนังสือรวมแคนโต้และหนังสือจุลสารของชมรม ทำให้รู้สึกว่าชมรมนี้มีคุณค่าน่าเข้า มีของขวัญติดไม้ติดมือกลับมาด้วยเวลาสมัครสมาชิก (แต่คิดอีกทีเหมือนสมัครบริษัทขายตรงแฮะ) มีคนแซวว่า ที่เกษตรทำเช่นนี้ได้ เป็นเพราะทางมหาวิทยาลัยบังคับให้เด็กทำกิจกรรม ดังนั้นเด็กจึงต้องวิ่งหากิจกรรมทำ
- เกษตรมีการรวบรวมผลงานแคนโต้ของเด็กปี 1 มาเผยแพร่ ทำให้เด็กรู้สึกสนใจที่ชื่อตัวเองปรากฏต่อสาธารณะ จึงอยากเข้าชมรม
- นอกจากนั้น เด็กที่เข้าชมรมใหม่ จะมาจาก เพื่อนชวนกันมา อยากมาเล่นเกมกระดาน อยากมาเล่นไพ่ อยากมาอ่านการ์ตูน(มีสะสมไว้ที่ชมรมเยอะมาก) เป็นต้น
จุฬาฯ
- จุฬาจัดงานเปิดโลกกิจกรรมเป็นเวลา 2 วัน
- คนที่เข้ามามีหลายประเภท เช่น นักกลอนเก่าจากระดับม.ปลายที่อยากทำกิจกรรมด้านนี้อีก, นักเขียนจากบอร์ดเด็กดี, เพื่อนรุ่นน้องของคนในชมรมที่เพิ่งเข้าปี 1 (รู้จักกันในอินเทอร์เน็ต), เด็กปี 2 ที่เพิ่งว่างและอยากทำกิจกรรม, นักอ่าน, นักอยากเขียน เป็นต้น
- บางคนเข้ามาเพราะเห็นตัวอย่างหนังสือที่แปะไว้บนบอร์ด
- มีคนหลายคนเข้ามามุง เพราะอยากซื้อพวงกุญแจการ์ตูนรูปเฟรชชี่คณะต่างๆ ที่ชมรมทำมาขาย นอกจากนี้ ชมรมยังจัดเล่นเกมชิงรางวัลพวงกุญแจด้วย ยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้น
- ชมรมใช้วิธีแบ่งกันโทรตามน้องทีละคนเพื่อเชิญมางาน first meeting
- ในงาน first meeting ก็มีกิจกรรมกลุ่มให้ทำ เช่น เกมพาดหัวข่าว + ชวนน้องไปเที่ยวอัมพวา โดยให้ผลิตงานไม่จำกัดรูปแบบด้วยแรงบันดาลใจที่ได้รับจากการไปเที่ยว แล้วเดี๋ยวจะเอามารวมเล่มขาย
- มีเกมให้แนะนำตัวโดยเชื่อมตัวเองเข้ากับสิ่งของอย่างหนึ่ง ทั้งนี้ เพื่อบอกทุกคนว่าตัวเองมีลักษณะนิสัยใจคออย่างไร (มีคนเปรียบตัวเองเป็นระเบิดเวลาด้วยนะ)
- ปัญหา คือ เด็กปี 1 ยังต้องเข้าห้องเชียร์+ปรับตัวเรื่องการเรียน ทำให้ยังไม่ว่างมาทำกิจกรรม
- ใช้นโยบาย "นั่งทุกเย็น เห็นทุกวัน" สมาชิกใหม่ขึ้นชมรมเมื่อไรก็เห็นว่ามีคนอยู่เมื่อนั้น ไม่ใช่ชมรมร้าง
ธรรมศาสตร์
- ใช้วิธีปิดโปสเตอร์ทั่วรังสิต เพื่อสร้างกระแสของชมรม โดยโปสเตอร์จะเป็นการเลียนแบบคำพูดของคนดังต่างๆ เช่น
- "ไม่มีหนังสืออ่านเหรอ ก็อ่านนิตยสารแทนสิ"
- "หาหนังสือที่เหมาะๆให้ฉันสักเล่ม แล้วฉันจะงัดโลกให้ดู"
- "ขอหนังสือจงอยู่คู่ตัวท่าน"
- "หนังสือไม่ใช่พ่อ"
- "อ่านหนังสือแตกต่างกันได้ แต่อย่าใช้ความรุนแรง"
- "อย่าถามว่าหนังสือให้อะไรแก่ท่าน แต่จงถามว่าท่านอ่านหนังสืออะไร"
- ฯลฯ
- ธรรมศาสตร์จัดเปิดโลกกิจกรรมที่ลานกว้างหน้าตึกกิจกรรมใหม่ โดยจัดถึงสามสี่ทุ่ม คนจะมาดูงานเยอะที่สุดช่วง หกโมงถึงทุ่มหนึ่ง ถึงกระนั้นคนก็ยังบ่นว่าร้อน เพราะลมไม่พัด และชมรมอยู่กันแออัดในลานกว้าง (ฟังดูขัดแย้งไหม)
- ธรรมศาสตร์เอาหนังสือไปจัดแสดงที่ซุ้ม สามวัน สามสไตล์ ซึ่งเป็นตัวกำหนดเด็กที่จะเข้ามาด้วย วันแรกเอาหนังสือต้องห้าม หนังสือการเมืองที่ตกทอดกันมาในชมรมไปแสดง ได้เด็กแบบหนึ่ง วันที่สองและสาม เอาหนังสือส่วนตัวของสมาชิกในชมรมไปแสดง ก็ได้เด็กอีกแบบหนึ่งมา เป็นไปดั่งคำที่ว่า birds of the same feathers flock together
- ธรรมศาสตร์บอกว่า เด็กที่เข้าใหม่มี 3 พวกใหญ่ๆ คือ
- หนึ่ง กลุ่ม วาย-นะ-ศิลป์ เป็นสาว ๆ กลุ่มใหญ่ที่ถูกชักจูงจากหนังสือที่นำไปแสดงโชว์ จับกลุ่มคุยกันด้วยศัพท์แสงที่คนนอกวงการอาจไม่รู้เรื่อง เข้าชมรมมาเพื่อแลกเปลี่ยนหนังสือกันอ่านกับพวกพี่ๆ นับเป็นกลุ่มใหญ่สุดในกลุ่มน้องใหม่
- สอง กลุ่มเลี้ยวซ้ายเพื่อชีวิต ชอบหนังสือฮาร์ดคอร์และการเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม
- สาม กลุ่มวรรณกรรมต่างประเทศและวรรณกรรมแปล อาทิ เจมส์ จอยส์, มูราคามิ
- ในวัน first meeting มีการทำแบบสอบถามเพื่อดูลักษณะนิสัยด้วย เช่น มีรูปกล่องที่ถูกปิดอยู่หนึ่งใบ แล้วถามว่า "มีอะไรอยู่ในกล่อง"
วาระที่ 3 การเสวนา "เปรียบโลกกับเกม"
- เนื่องจากมีคนมาน้อย ที่ประชุมจึงมีมติว่าให้ยกไปเสวนากันคราวหน้า แต่ก็มีการอภิปรายกันเล็กๆ น้อยๆ พอหอมปากหอมคอ คือ เปรียบโลกกับเกมไพ่ ซึ่งมีหลายเกม เช่น เกมสลาฟ ใช้อธิบายถึงโลกของระบบฟิวดัล ที่ว่าทาสต้องหาของที่ดีที่สุดให้กับคิง แต่คิงจะให้อะไรก็ได้แก่ทาส (ซี่งมักเป็นของแย่ๆ) และเมื่อคิงถูกโค่นแล้ว ก็จะกลายเป็นทาสทันที เหมือนการแพ้สงครามในยุคกลาง นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงไพ่บริดจ์ที่มีการเล่นอย่างชาญฉลาดชิงไหวชิงพริบ ใช้ภาษาไพ่สื่อสารกันโดยไม่ต้องพูดออกมา เปรียบเหมือนโลกการลงทุนเพื่อเก็งกำไรในยุคปัจจุบัน ที่พอมีข่าว ทำให้หุ้นขึ้นหุ้นตก คนก็แห่กันลงทุนหรือแห่กันถอนเงินโดยไม่ต้องติดต่อกันล่วงหน้า การเสวนาออกรสจนร่ำๆ จะยกสำรับไพ่มาจั่วกัน ดีว่าเจ้าบ้านห้ามไว้ทันเพราะไม่อยากโดยจับ
วาระที่ 4 การประชุมครั้งต่อไป
- ประชุมคราวนี้ ประธานชมรมของจุฬามาไม่ได้เพราะแม่มาหาที่หอ ประธานชมรมของธรรมศาสตร์มาไม่ได้เพราะไปเป็นคนไข้เคสพิเศษของหมอฟันจุฬา (เธอเป็นโรคเหงือกแบบพิเศษที่พบได้น้อยมากๆ หมอจึงขอตัวมาวิจัยและออกค่าเดินทาง+ค่ารักษาให้ตลอดรายการ) ส่วนประธานชมรมของศิลปากรมาไม่ได้เพราะขาเจ็บ
- เนื่องจากเจ้าภาพรอบต่อไป (ศิลปากร) ไม่ได้มา เราจึงใช้ teleconference หรือ โทรไปคุยด้วยนั่นเอง
- ที่ประชุมกำหนดว่า ครั้งต่อไปอยากให้ทางศิลปากรจัดประชุมที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตวังท่าพระ ข้างธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ เพราะเดินทางสะดวกและอาหารอร่อย (เห็นแก่กินเนอะ) ในวันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม 2551 (ที่ไม่เอาวันที่ 2 ส.ค. เพราะกลัวติดสอบกลางภาคกัน) เวลาเดิม คือ 11.00 น. ส่วนพิกัดสถานที่ในตัวมหาวิทยาลัยนั้น เดี๋ยวศิลปากรจะติดต่อมาอีกทีหนึ่ง
- ทางจุฬายังไม่แน่ใจว่าจะไปเที่ยวอัมพวากันวันไหน ถ้าเกิดซ้อนทับเป็นช่วงเดียวกันพอดี ก็อาจจะชวนภาคีไปประชุมนอกสถานที่กันซะเลย แล้วจะติดต่อไปอีกทีนะ
- [เสนอความเห็น] ความจริงประชุมอย่างเดียวก็น่าเบื่อ นัดเจอที่ศิลปากรวังท่าพระครั้งต่อไป เราไปเที่ยวมิวเซียมสยามกันดีไหม เป็นพิพิธภัณฑ์เปิดใหม่ อยู่ข้างวัดโพธิ์ เข้าชมฟรี ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.ndmi.or.th/index1.html
- ครั้งต่อไปควรจะเลือกประธานภาคีฯของปีนี้ให้เป็นตัวเป็นตนเสียที ตอนนี้มีผู้ถูกเสนอชื่อ คือ อุ้ย ธรรมศาสตร์ ปี 4 เจ้าของรางวัล young Thai artist award มูลค่า 300,000 บาท ของมูลนิธิซิเมนต์ไทย (เจ้าตัวบอกว่าถ้าได้รางวัลอีกจะมาปูกระเบื้องห้องชมรมใหม่ที่รังสิต) ถ้าไม่มีคู่แข่ง เราอาจได้ประธานภาคีโดยวิธีอเนกชนนิกรสโมสรสมมติก็ได้