2009/Jun/19

วันที่ 27 มิถุนายน 2552

ที่อาคารเทพศาสตร์สถิตย์ ม.เกษตรศาสตร์ เวลา 11.00 น.

พี่น้องเพื่อนๆจงไปให้พร้อมเพรียงกัน

2008/Jul/13

ถ้าใครได้ดูหรืออ่านการ์ตูนเรื่อง ซาโยนาระ คุณครูผู้สิ้นหวัง หรือ ซาโยนาระ เซ็ทซึโบเซ็นเซย์ คงได้เห็นว่าจะมีนิยายเรื่องนึงที่ คุณครูโนโซมุ ตัวเอกของเรื่องยกไว้เป็นนิยายเรื่องโปรด และบอกว่าตัวเอกของนิยายเรื่องนี้แหละคือต้นแบบของตัวเอง

หนังสือเล่มนั้น มีชื่อว่า "นินเง็น ชิกคะคุ" หรือ "No Longer Human" โดยนักเขียนชื่อดังชาวญี่ปุ่นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนนึงแห่ง ศตวรรษที่ 20 นามว่า ดาไซ โอซามุ ครับ

เนื้อเรื่องนั้นใช้บุรุษที่หนึ่ง พระเอกของเรื่องบรรยายชีวิตตัวเองแบ่งเป็นบันทึกสามเล่ม สามตอนของช่วงชีวิตที่ต้องเผชิญกับความสิ้นหวังและด้านมืดของชีวิตอยู่ตลอดเวลา  

พระเอกของเรื่องใช้ชีวิตตั้งแต่วัยเด็กด้วยความรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่มนุษย์ หรือไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสังคมมนุษย์ ทุกวันที่มีชีวิตอยู่นั้นเขาต้องแกล้งทำเป็นเสแสร้งทำเป็น "ตัวตลก" ของเพื่อนๆ ที่โรงเรียน และคนในครอบครัว ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วตัวเอกแอบเก็บกดข้างใน และไม่เคยบอกใครให้รู้ว่าเขาเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศโดยคนงานและสาวใช้ในบ้าน

ชีวิตของตัวเอกยิ่งสิ้นหวังเมื่อขึ้นมัธยมปลาย ใช้ชีวิตอย่างเหลวแหลก ละทิ้งการเรียน และเข้ารวมกับพรรคคอมมิวนิสต์อย่างเสแสร้งๆ จนที่บ้านตัดขาด ฃมาถึงจุดต่ำสุดเมื่อเขาได้มีสัมพันธ์แม่ม้ายคนนึงที่สามีตายในสงคราม ทั้งคู่ตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดน้ำด้วยกัน แต่มีคนช่วยเขาไว้ได้ ในขณะที่แม่ม้ายตาย

หลังจากพยายามฆ่าตัวตาย ตัวเอกก็อยู่กับความรู้สึกผิดที่เป็นต้นเห็นให้ผู้หญิงตายและอยู่กับความคิดที่จะฆ่าตัวตายมาตลอด เขาได้แต่งงานกับเด็กสาวอายุ 17 ที่ในภายหลังก็ไปเป็นชู้กับเพื่อนบ้าน ตัวเอกเลยสิ้นหวังจนถึงที่สุดกลายเป็นคนติดเหล้าและมอร์ฟีน เขาไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไปแล้ว...

แน่นอน ว่าบันทึกสามเล่ม เป็นอัตชีวะประวัติ หรือ จะเรียกว่าพินัยกรรม ของตัวดาไซเอง (เพราะอีกไม่นานหลังจากนั้น ดาไซก็กระโดดน้ำฆ่าตัวตาย)หนังสือเล่มนี้คือความมืดหม่นของจริง มิใช่ความมืดมนเอาให้ขำแบบเซ็ทซึโบ เซ็นเซย์ (เอาเป็นว่า เป็นด้านสว่างของความมืด แต่หนังสือของดาไซคือ ยามิกำลังสอง มืดของมืดล่ะกัน)

มีหลายครั้งที่ผมอ่านคำพูดของตัวเอกแล้วรู้สึกว่ามัน non sense หรือไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเอกจะต้องแคร์กับเรื่องไม่เป็นเรื่องด้วย แต่ก็นั้นแหละ สิ่งที่ตัวเอกได้ทำและประสบเป็นความตกต่ำระดับสูงสุดที่มนุษย์คนนึงจะสามารถพบได้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เขาจะมองโลกในแง่ร้ายอย่างถึงที่สุด และแสวงหาทางออกให้ตัวเองด้วยการฆ่าตัวตายตลอด

หนังสือจับภาพชีวิตของสังคมญี่ปุ่นในช่วง ปี 1930 ที่วัฒนธรรมตะวันตกหลั่งไหลเข้าสู่ญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี ทั้งความเชื่อเรื่องศาสนาคริสต์ในหมู่ชนชั้นสูง และมีการพูดถึงนักเขียนชาวตะวันตกหลายคน ก็อดคิดไม่ได้ว่า ที่หลังๆ ชอบวัฒนธรรมญี่ปุ่นขึ้นมา  เพราะว่าเขาสามารถเอาอิทธิพลของตะัวันตกมาใส่้ในของตัวเองได้อย่างเนียนนี้เอง

ผมแนะนำว่า ก่อนที่จะอ่านหนังสือเล่มนี้ ขอให้ทุกคนอ่านหนังสือที่สดใสสีชมพูดมาก่อนสักสามเล่ม ถึงจะเอามาทดทานกับความสิ้นหวังของดาไซได้ เพราะมันหม่นมาก อ่านแล้วรู้สึกเหนื่อยความคิดและชีวิตของของตัวเอกจริงๆ แต่ถ้าใครอยากรู้ต้นแบบของ อ.โนโซมุ หรืออยากลองอ่านทิศทางของวรรณกรรมญี่ปุ่นยุคหลังจบสงครามใหม่ๆ ก็เชิญครับ ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

อ้อ หนังสือเล่มนี้ เป็นวรรณกรรมที่ขายดีเป็นที่สองในญี่ปุ่น รองจากนิยายเรื่อง "โคโคโระ" โซเซกิ นัทซีเมะ นักเขียนที่อยู่บนแบงก์พันเยนของญี่ปุ่นครัีบ

 

ป.ล. แต่ว่า ตอนอ่านแล้ว ถึงจะออกว่า อ.โนโซมุได้ต้นแบบมาจากตัวเอกของหนังสือ แต่ผมก็จิ้นไม่ถึงจริงๆ อ.โนโซมุฮาและน่ารักเกินไปครับ อิๆ

edit @ 19 Jun 2009 18:33:02 by ภาคีสี่วรรณศิลป์

2008/Jul/13

รายงานการประชุมภาคีวรรณศิลป์

วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2551

ณ อาคารกิจกรรมนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตรังสิต

 

ผู้เข้าร่วมประชุม

ชื่อ-สกุล

ชื่อเล่น

สถาบัน

เบอร์โทรศัพท์

อีเมลล์

นายนิธิสาร พงศ์ปิยะไพบูลย์

เอก

จุฬาฯ

081-078-8944

ืnitisan.p@gmail.com

นายปองชัย  สุขสอาด

ปอง

มก.

083-772-1537

Pongchai14@hotmail.com

นายโกสุม  หงษ์เงิน

โก

มก.

073-786-6138

TsuRuKichan@hotmai.com

นางสาวศิริลักษณ์  โดดหนู

ทราย

มก.

081-430-0449

dnZine108@msn.com

นายศุภเกียรติ  ศุภศักดิ์ศึกษากร

แบงค์

มธ.

089-420-1021

minkvan_lie@hotmail.com

นายพีรนันท์  ชนิตร์วัฒน์

พี

มก.

084-327-3433

irvine_gunner@hotmail.com

นายวิป วิญญรัตน์

วิป

มธ.

089-214-1017

sun_tzu39@hotmail.com

ชินรัตน์ สายอุ่นใจ

ป๋อ

มธ.

086-680-4166

kappasai@hotmail.com

ธีรภัทร เจริญสุข

อุ้ย

มธ.

081-544-1274

terasphere@hotmail.com

วาระที่ 1 แจ้งให้ทราบ

                โลกไซเบอร์ของภาคีวรรณศิลป์ (ปกปิด - เผยแพร่เฉพาะสมาชิกเท่านั้น)

อีเมล์

                penfellow@hotmail.com

                password:

บล็อก

                Penfellow.exteen.com

                Username: penfellow

                Password:

ไฮไฟว์

                Penfellow.hi5.com

                Password: ถามพี มก. ดูนะ

อัลบั้มรูป

                Penfellow.multiply.com

                Username: penfellow

                Password:

วาระที่ 2 การรับสมาชิกใหม่ของชมรมวรรณศิลป์แต่ละแห่ง

เกษตร

-          เกษตรจัดงานเพื่อรับคนเข้าชมรมใหม่เป็นเวลา 3 วัน คนจะมาสมัครเข้าวันหลังๆ มากกว่าวันแรกๆ

-          เกษตรรับสมาชิกพ่วงกับการขายชุดของขวัญ มีชุดใหญ่กับชุดเล็ก ในชุดของขวัญจะมีหนังสือรวมแคนโต้และหนังสือจุลสารของชมรม ทำให้รู้สึกว่าชมรมนี้มีคุณค่าน่าเข้า มีของขวัญติดไม้ติดมือกลับมาด้วยเวลาสมัครสมาชิก (แต่คิดอีกทีเหมือนสมัครบริษัทขายตรงแฮะ)  มีคนแซวว่า ที่เกษตรทำเช่นนี้ได้ เป็นเพราะทางมหาวิทยาลัยบังคับให้เด็กทำกิจกรรม ดังนั้นเด็กจึงต้องวิ่งหากิจกรรมทำ

-          เกษตรมีการรวบรวมผลงานแคนโต้ของเด็กปี 1 มาเผยแพร่ ทำให้เด็กรู้สึกสนใจที่ชื่อตัวเองปรากฏต่อสาธารณะ จึงอยากเข้าชมรม

-          นอกจากนั้น เด็กที่เข้าชมรมใหม่ จะมาจาก เพื่อนชวนกันมา อยากมาเล่นเกมกระดาน อยากมาเล่นไพ่ อยากมาอ่านการ์ตูน(มีสะสมไว้ที่ชมรมเยอะมาก) เป็นต้น

จุฬาฯ

-          จุฬาจัดงานเปิดโลกกิจกรรมเป็นเวลา 2 วัน

-          คนที่เข้ามามีหลายประเภท เช่น นักกลอนเก่าจากระดับม.ปลายที่อยากทำกิจกรรมด้านนี้อีก, นักเขียนจากบอร์ดเด็กดี, เพื่อนรุ่นน้องของคนในชมรมที่เพิ่งเข้าปี 1 (รู้จักกันในอินเทอร์เน็ต), เด็กปี 2 ที่เพิ่งว่างและอยากทำกิจกรรม, นักอ่าน, นักอยากเขียน เป็นต้น

-          บางคนเข้ามาเพราะเห็นตัวอย่างหนังสือที่แปะไว้บนบอร์ด

-          มีคนหลายคนเข้ามามุง เพราะอยากซื้อพวงกุญแจการ์ตูนรูปเฟรชชี่คณะต่างๆ ที่ชมรมทำมาขาย นอกจากนี้ ชมรมยังจัดเล่นเกมชิงรางวัลพวงกุญแจด้วย ยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้น

-          ชมรมใช้วิธีแบ่งกันโทรตามน้องทีละคนเพื่อเชิญมางาน first meeting

-          ในงาน first meeting ก็มีกิจกรรมกลุ่มให้ทำ เช่น เกมพาดหัวข่าว + ชวนน้องไปเที่ยวอัมพวา โดยให้ผลิตงานไม่จำกัดรูปแบบด้วยแรงบันดาลใจที่ได้รับจากการไปเที่ยว แล้วเดี๋ยวจะเอามารวมเล่มขาย

-          มีเกมให้แนะนำตัวโดยเชื่อมตัวเองเข้ากับสิ่งของอย่างหนึ่ง ทั้งนี้ เพื่อบอกทุกคนว่าตัวเองมีลักษณะนิสัยใจคออย่างไร (มีคนเปรียบตัวเองเป็นระเบิดเวลาด้วยนะ)

-          ปัญหา คือ เด็กปี 1 ยังต้องเข้าห้องเชียร์+ปรับตัวเรื่องการเรียน ทำให้ยังไม่ว่างมาทำกิจกรรม

-          ใช้นโยบาย "นั่งทุกเย็น เห็นทุกวัน" สมาชิกใหม่ขึ้นชมรมเมื่อไรก็เห็นว่ามีคนอยู่เมื่อนั้น ไม่ใช่ชมรมร้าง

ธรรมศาสตร์

-          ใช้วิธีปิดโปสเตอร์ทั่วรังสิต เพื่อสร้างกระแสของชมรม โดยโปสเตอร์จะเป็นการเลียนแบบคำพูดของคนดังต่างๆ เช่น

-          "ไม่มีหนังสืออ่านเหรอ ก็อ่านนิตยสารแทนสิ"

-          "หาหนังสือที่เหมาะๆให้ฉันสักเล่ม แล้วฉันจะงัดโลกให้ดู"

-          "ขอหนังสือจงอยู่คู่ตัวท่าน"

-          "หนังสือไม่ใช่พ่อ"

-          "อ่านหนังสือแตกต่างกันได้ แต่อย่าใช้ความรุนแรง"

-          "อย่าถามว่าหนังสือให้อะไรแก่ท่าน แต่จงถามว่าท่านอ่านหนังสืออะไร"

-          ฯลฯ

-          ธรรมศาสตร์จัดเปิดโลกกิจกรรมที่ลานกว้างหน้าตึกกิจกรรมใหม่ โดยจัดถึงสามสี่ทุ่ม คนจะมาดูงานเยอะที่สุดช่วง หกโมงถึงทุ่มหนึ่ง ถึงกระนั้นคนก็ยังบ่นว่าร้อน เพราะลมไม่พัด และชมรมอยู่กันแออัดในลานกว้าง (ฟังดูขัดแย้งไหม)

-          ธรรมศาสตร์เอาหนังสือไปจัดแสดงที่ซุ้ม  สามวัน สามสไตล์ ซึ่งเป็นตัวกำหนดเด็กที่จะเข้ามาด้วย วันแรกเอาหนังสือต้องห้าม หนังสือการเมืองที่ตกทอดกันมาในชมรมไปแสดง ได้เด็กแบบหนึ่ง วันที่สองและสาม เอาหนังสือส่วนตัวของสมาชิกในชมรมไปแสดง ก็ได้เด็กอีกแบบหนึ่งมา เป็นไปดั่งคำที่ว่า birds of the same feathers flock together

-          ธรรมศาสตร์บอกว่า เด็กที่เข้าใหม่มี 3 พวกใหญ่ๆ คือ

-          หนึ่ง กลุ่ม วาย-นะ-ศิลป์ เป็นสาว ๆ กลุ่มใหญ่ที่ถูกชักจูงจากหนังสือที่นำไปแสดงโชว์  จับกลุ่มคุยกันด้วยศัพท์แสงที่คนนอกวงการอาจไม่รู้เรื่อง  เข้าชมรมมาเพื่อแลกเปลี่ยนหนังสือกันอ่านกับพวกพี่ๆ นับเป็นกลุ่มใหญ่สุดในกลุ่มน้องใหม่

-          สอง กลุ่มเลี้ยวซ้ายเพื่อชีวิต ชอบหนังสือฮาร์ดคอร์และการเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม

-          สาม กลุ่มวรรณกรรมต่างประเทศและวรรณกรรมแปล อาทิ เจมส์ จอยส์, มูราคามิ

-          ในวัน first meeting มีการทำแบบสอบถามเพื่อดูลักษณะนิสัยด้วย เช่น มีรูปกล่องที่ถูกปิดอยู่หนึ่งใบ แล้วถามว่า "มีอะไรอยู่ในกล่อง"

 

วาระที่ 3 การเสวนา "เปรียบโลกกับเกม"

-          เนื่องจากมีคนมาน้อย ที่ประชุมจึงมีมติว่าให้ยกไปเสวนากันคราวหน้า แต่ก็มีการอภิปรายกันเล็กๆ น้อยๆ พอหอมปากหอมคอ คือ เปรียบโลกกับเกมไพ่ ซึ่งมีหลายเกม เช่น เกมสลาฟ ใช้อธิบายถึงโลกของระบบฟิวดัล ที่ว่าทาสต้องหาของที่ดีที่สุดให้กับคิง แต่คิงจะให้อะไรก็ได้แก่ทาส (ซี่งมักเป็นของแย่ๆ) และเมื่อคิงถูกโค่นแล้ว ก็จะกลายเป็นทาสทันที เหมือนการแพ้สงครามในยุคกลาง   นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงไพ่บริดจ์ที่มีการเล่นอย่างชาญฉลาดชิงไหวชิงพริบ  ใช้ภาษาไพ่สื่อสารกันโดยไม่ต้องพูดออกมา  เปรียบเหมือนโลกการลงทุนเพื่อเก็งกำไรในยุคปัจจุบัน ที่พอมีข่าว ทำให้หุ้นขึ้นหุ้นตก คนก็แห่กันลงทุนหรือแห่กันถอนเงินโดยไม่ต้องติดต่อกันล่วงหน้า  การเสวนาออกรสจนร่ำๆ จะยกสำรับไพ่มาจั่วกัน ดีว่าเจ้าบ้านห้ามไว้ทันเพราะไม่อยากโดยจับ

วาระที่ 4 การประชุมครั้งต่อไป

-          ประชุมคราวนี้ ประธานชมรมของจุฬามาไม่ได้เพราะแม่มาหาที่หอ ประธานชมรมของธรรมศาสตร์มาไม่ได้เพราะไปเป็นคนไข้เคสพิเศษของหมอฟันจุฬา (เธอเป็นโรคเหงือกแบบพิเศษที่พบได้น้อยมากๆ หมอจึงขอตัวมาวิจัยและออกค่าเดินทาง+ค่ารักษาให้ตลอดรายการ) ส่วนประธานชมรมของศิลปากรมาไม่ได้เพราะขาเจ็บ

-          เนื่องจากเจ้าภาพรอบต่อไป (ศิลปากร) ไม่ได้มา เราจึงใช้ teleconference หรือ โทรไปคุยด้วยนั่นเอง

-          ที่ประชุมกำหนดว่า ครั้งต่อไปอยากให้ทางศิลปากรจัดประชุมที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตวังท่าพระ ข้างธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ เพราะเดินทางสะดวกและอาหารอร่อย (เห็นแก่กินเนอะ) ในวันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม 2551 (ที่ไม่เอาวันที่ 2 ส.ค. เพราะกลัวติดสอบกลางภาคกัน) เวลาเดิม คือ 11.00 น. ส่วนพิกัดสถานที่ในตัวมหาวิทยาลัยนั้น เดี๋ยวศิลปากรจะติดต่อมาอีกทีหนึ่ง

-          ทางจุฬายังไม่แน่ใจว่าจะไปเที่ยวอัมพวากันวันไหน ถ้าเกิดซ้อนทับเป็นช่วงเดียวกันพอดี ก็อาจจะชวนภาคีไปประชุมนอกสถานที่กันซะเลย  แล้วจะติดต่อไปอีกทีนะ

-          [เสนอความเห็น] ความจริงประชุมอย่างเดียวก็น่าเบื่อ  นัดเจอที่ศิลปากรวังท่าพระครั้งต่อไป เราไปเที่ยวมิวเซียมสยามกันดีไหม เป็นพิพิธภัณฑ์เปิดใหม่ อยู่ข้างวัดโพธิ์ เข้าชมฟรี ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.ndmi.or.th/index1.html

-          ครั้งต่อไปควรจะเลือกประธานภาคีฯของปีนี้ให้เป็นตัวเป็นตนเสียที ตอนนี้มีผู้ถูกเสนอชื่อ คือ อุ้ย ธรรมศาสตร์ ปี 4 เจ้าของรางวัล young Thai artist award มูลค่า 300,000 บาท ของมูลนิธิซิเมนต์ไทย (เจ้าตัวบอกว่าถ้าได้รางวัลอีกจะมาปูกระเบื้องห้องชมรมใหม่ที่รังสิต) ถ้าไม่มีคู่แข่ง เราอาจได้ประธานภาคีโดยวิธีอเนกชนนิกรสโมสรสมมติก็ได้